TH | EN
โยคะคืออะไร

โยคะคือศาสตร์โบราณที่ถือกำเนิดใน ประเทศอินเดียมากว่า ๕,๐๐๐ ปี เป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าที่สำคัญยิ่งของมวลมนุษยชาติ เป็นการฝึกตนเอง เพื่อปรับสมดุลระหว่างกายกับใจ เพื่อพัฒนาศักยภาพ ความเป็นมนุษย์ในตัวผู้ฝึกสู่ความสามารถสูงสุด ศักยภาพในที่นี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องทางกายภาพเท่า นั้น หากยังรวมถึงศักยภาพทางจิตใจด้วย ซึ่งในปัจจุบันศาสตร์ทรงคุณค่าสาขานี้ได้แพร่หลายออกจากอินเดียสู่ทุกประเทศ ทั้งตะวันตกจดตะวันออก ในประเทศไทยเองก็มี สถาบันโยคะวิชาการ เป็นผู้บุกเบิกนำโยคะสายสถาบันไกวัลยธรรม มาเผยแพร่แก่ประชาชนทั่วไปด้วย
สิ่งที่จะได้รับจากการฝึกโยคะ

๑.การรวมกายกับจิตเข้าด้วยกัน อันหมายถึงการมีสติรู้อยู่กับกายตลอดเวลา เป็นจุดสำคัญของการฝึกโยคะ ที่ผู้ฝึกต้องกำหนดจิตให้รู้ตัวว่าตนเองทำอะไรอยู่ทุกขณะจิต
๒.ความสมดุล การฝึกโยคะเป็นการสร้างสมดุลให้เกิดขึ้น ทั้งสมดุลระหว่างกายกับใจของตนเอง และสมดุลระหว่างตนเองกับสิ่งแวดล้อม
๓.การพัฒนาจิต กระบวนการของโยคะเป็นการฝึกจิต โยคะทำให้จิตเกิดสมาธิ สงบ ไม่ฟุ้งซ่าน เมื่อจิตสงบเป็นสมาธิอยู่กับกาย ก็จะสามารถมองเห็นปัญหา หรือสิ่งที่จะเกิดได้ง่ายขึ้น
เทคนิค (พื้นฐาน) โยคะ ๖ ประการ
๑.อาสนะ คือการฝึกฝนร่างกายด้วยท่าต่างๆ เหมือนกับที่ผู้อ่านหลายท่านเคยเห็น เช่น ท่าศพ ท่างู ท่านั่งเพชร ท่ากงล้อ เป็นต้น โดยในแต่ละท่าจะให้ประโยชน์ แก่ร่างกายแตกต่างกันออกไป การทำอาสนะนั้น ผู้ฝึกจะต้องรู้สึกสบายกาย จิตนิ่ง ใช้แรงแต่น้อย มีสติใช้จิตรับรู้ทุกการเคลื่อนไหวของร่างกาย
๒.ปราณยามะ คือการฝึกควบคุมลมหายใจ มีสติรับรู้ลมหายใจของตนเอง หายใจเข้าให้รับรู้ว่าหายใจเข้า หายใจออกให้รับรู้ว่าหายใจออก
๓.พันธะ และมุทรา คือการเกร็งแล้วคลายกล้ามเนื้อในบางส่วน โดยใช้จิตรับรู้ทุกการเกร็งและคลายกล้ามเนื้อส่วนนั้น จะมีผลทำให้เกิดการผ่อนคลายกล้ามเนื้อและจิต
๔.กริยา คือการชำระล้าง
๕.สมาธิ คือการกำหนดจิตให้จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำ ไม่ว่าจะเป็นท่าทาง ลมหายใจ หรือการเกร็งกล้ามเนื้อ ในการฝึกโยคะนั้น หากผู้ฝึกไม่สามารถกำหนดจิตให้มีสมาธิได้ ก็เท่ากับว่าการฝึกนั้นล้มเหลว
๖.การฝึกอบรมทัศนคติ คือการมีศีลและวินัยในการปฏิบัติ
มรรค ๘ (ข้อควรปฏิบัติ ๘ ประการ) ของโยคะ

๑.ยามะ หรือศีล ๕ หลายท่านคงแปลกใจเมื่อรู้ว่า การเริ่มต้นฝึกโยคะ ต้องเริ่มจากการถือศีล ๕ ของโยคะ คือ อหิงสา ไม่ลักทรัพย์ ไม่พูดปด ประพฤติพรหมจรรย์ และไม่ยึดมั่นถือมั่นกับวัตถุมากเกินไป ซึ่งเป็นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ทีเดียว
๒.นิยามะ หรือวินัย ๕ คือ เมื่อมีศีลที่ทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันโดยไม่เบียดเบียนแล้ว จากนั้นต้องมีการสร้างวินัย ๕ ให้กับตนเองดังนี้ อดทน สันโดษ ชำระกายใจให้บริสุทธิ์ หมั่นศึกษาตนเอง และมีศรัทธา
๓.อาสนะ หรือการดูแลร่างกาย คือ เมื่อจิตใจตั้งอยู่ในศีลกับวินัยแล้ว ต้องมีการดูแลตนเองด้วย อาสนะไม่ใช่การออกกำลังกายอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นการปรับสมดุลให้กับระบบต่างๆ ของร่างกาย ขั้นตอนในการฝึกอาสนะ ได้แก่ การเตรียมพร้อม ฝึกท่าอาสนะ ปิดท้ายด้วยการผ่อนคลาย
๔.ปราณยามะ หรือการฝึกลมหายใจ คือ เมื่อร่างกายสมดุลเป็นปกติ ก็พร้อมต่อการฝึกควบคุมลมหายใจ เพื่อควบคุมกลไกระบบประสาทอัตโนมัติของตนเอง ลำดับขั้นของการฝึกลมหายใจ คือ เข้าใจระบบหายใจของตนเอง มีสติรู้ลมหายใจของตนเองตลอดเวลา หายใจช้าลง เพื่อให้ลมหายใจสงบขึ้น
๕.ปรัทยาหาระ หรือสำรวมอินทรีย์ คือ เมื่อร่างกายนิ่ง ลมหายใจสงบ จากนั้นจะเป็นการฝึกควบคุมอารมณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่มักจะปรวนแปรไปตามสิ่งเร้าต่างๆ หากจะกล่าวให้ง่ายขึ้น คือการควบคุมประสาททั้ง ๕ ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส
๖.ธารณะ หรือการเพ่งจ้อง คือ เมื่อมีอารมณ์ที่มั่นคง จึงเริ่มอบรมจิต ธารณะเป็นการฝึกอบรมจิตให้นิ่ง จิตนิ่งสงบจะเป็นจิตที่มีประสิทธิภาพ ทำให้กิจกรรมต่างๆสำเร็จขึ้นโดยง่าย
๗.ฌาน คือ จิตที่ผ่านการอบรมอย่างสม่ำเสมอ จนสามารถดื่มด่ำอยู่กับสิ่งที่ทำ เป็นจิตที่รู้เห็นตามความเป็นจริงของโลก ไม่หลงทางอยู่ในรูป รส กลิ่น เสียง
๘.สมาธิ ในที่นี้จะมีความแตกต่างจากสมาธิของศาสนาพุทธเล็กน้อย สำหรับโยคะแล้วสมาธิ คือผลสูงสุดที่ได้จากการฝึกโยคะ เป็นการรวมกายและใจเข้าเป็นหนึ่งเดียว (โยคะแปลว่าการรวมเป็นหนึ่ง ) เกิดเป็นภาวะโมกษะ หรือภาวะแห่งความหลุดพ้น เป็นอิสระจากเครื่องพันธนาการทั้งปวง คือความต้องการสูงสุดของมนุษย์ทุกหมู่ชน

ประโยชน์ของการฝึกโยคะ

โยคะเป็นศาสตร์หนึ่งที่ได้รับการยอมรับมาจนถึงปัจจุบันว่าช่วยให้บุคคลบรรลุสู่ภาวะสุขภาพสมบูรณ์พร้อม ซึ่งโยคะเป็นทั้งแนวคิดและวิถีชีวิตที่ครอบคลุมทุกแง่มุมของชีวิต ปัญญา อารมณ์ สมองและกายภาพ โยคะมีวิวัฒนาการมาจากจิตสำนึกของมนุษย์หรือการพัฒนาตนเองของมนุษย์ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญตลอดประวัติศาสตร์มนุษย์มานับพันปี
การเรียนรู้โยคะนำมนุษย์ไปสู่สมาธิ ลดการปรุงแต่งของจิต ลดการปรุงแต่งของพฤติกรรม และเกิดการตระหนักรู้ถึงเป้าหมายและกระบวนการของชีวิตนั้นจะต้องยึดวิถีแบบองค์รวมของโยคะที่จะนำไปสู่สุขภาพที่ดีขึ้นและขจัดปัญหาทั้งทางกายและทางใจ โดยโยคะจะครอบคลุมทั้งกาย จิตสังคมและจิตวิญญาณ และมีเทคนิคการฝึกฝนร่างกายเพื่อเป็นพื้นฐานควบคุมจิต โดยจะพัฒนาร่างกายเป็นส่วนหนึ่งที่จะมุ่งเสริมประโยชน์ของการฝึกทางจิตลิตวิญญาณ
ซึ่งจากการศึกษาผลของโยคะต่อสุขภาพกาย พบว่าผู้ฝึกโยคะส่วนใหญ่รับรู้ว่าตนมีสมรรถภาพร่างกาย
• ภาวะสุขภาพกาย และคุณภาพ ชีวิตดีขึ้นกลางจากฝึกโยคะ โดยโยคะช่วยให้ร่างกายยืดหยุ่น ระบบหายใจทำงานมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
• ด้านสุขภาพจิตพบว่าการฝึกโยคะช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวล
• ด้านสังคมพบว่าผู้ฝึกโยคะจะมีการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างตนกับบุคคลอื่นดีขึ้น
• และด้านจิตวิญญาณนั้นโยคะเป็นการฝึกจิตให้รู้เท่าทันกับสิ่งที่มารบกวน นำมาซึ่งการตระหนักรู้และเข้าใจตนเอง เกิดการพัฒนาด้านคุณธรรมและจิตวิญญาณ
การฝึกโยคะสามารถปฏิบัติได้ในคนปกติทุกเพศทุกวัย มีผลดีช่วยป้องกันปัญหาทางกายภาพได้ เช่น ปัญหาข้อติด เสริมความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อรอบข้อ เสริมสร้างความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อได้ตลอดจนผลดีต่อระบบไหลเวียนโลหิต การขยายของหลอดเลือด ระบบฮอร์โมนในร่างกาย ระบบประสาท ระบบหายใจ ทำให้มองโลกในแง่บวก คิดบวก คิดสร้างสรรค์เข้าใจตนเอง มีสมาธิ จิตสงบ สัมผัสความสุขได้ง่ายขึ้น ตระหนักรู้และบรรลุถึงความต้องการเบื้องลึกภายในตนเอง

 

ประเภทของโยคะ
1. ราชาโยคะ (Raja-Yoga) โยคะสำหรับผู้ฝึกที่มีจุดมุ่งหมายเน้นไปที่ความสงบของจิตใจเป็นหลัก เป็นโยคะที่ฝึกง่าย ใช้หลักการฝึกที่เป็นวิทยาศาสตร์ ผู้ที่ตั้งใจฝึกซ้อมอย่างจริงจังจะได้ทั้งความสงบของจิตใจ และแสงสว่างแห่งปัญญาเป็นรางวัล แต่กว่าจะสงบได้ถึงระดับนั้น ผู้ฝึกอาจพบว่าตัวเอง ได้ปลีกตัวออกไปจากสังคมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
2. กรรมโยคะ (Kamar-Yoga) จัดเป็นโยคะที่อิงความเชื่อทางด้านศาสนามากที่สุด มีการเข้าญาณ การทำพิธีกรรม บวงสรวงและสวดบูชาเทพเจ้า เช่น พระวิษณุ สิ่งที่ผู้ฝึกโยคะตามแนวทางนี้ จะได้รับคือการลด ละ เลิกไม่เป็นคนที่เห็นแก่ตัวอีกต่อไป
3. ภักติโยคะ (Bhakti-Yoga) โยคะประเภทนี้เหมาะมากสำหรับผู้ซึ่งมีจุดมุ่งหมายจริงจังที่จะปลีกวิเวกไปอยู่ตามป่าเขาลำเนาไพร เป็นโยคะอีกประเภทหนึ่งซึ่งมุ่งเน้นความสำคัญไปที่ด้านของจิตใจให้รู้จักการให้ การเสียสละ
4.ญาณโยคะ (Jnana-Yoga) เป็นโยคะที่เชื่อในเรื่องของความจริง และเชื่อว่าความรู้ที่ได้จากการฝึกปฏิบัติโยคะอย่างมีสมาธิ รวมทั้งการปลีกวิเวกจะสามารถช่วยให้ผู้ปฏิบัติโยคะแยกแยะระหว่างความจริง (Reality) และ การหลงผิด (Maya) ได้
5. ตันตระโยคะ (Tantra-Yoga) เป็นโยคะที่ชี้นำให้ผู้ปฏิบัติทราบว่าด้านมืดและด้านสว่างของชีวิตนั้นแตกต่างกันอย่างไร เป็นโยคะประเภทเดียวที่รวบรวมเอาข้อดีของโยคะประเภทต่างๆ มาประยุกต์ใช้ มีการทำพิธีบวงสรวงเน้นการทำสมาธิให้ได้ถึงระดับญาณเพื่อปลุกพลังภายในร่างกาย และพลังจิตสามารถทำงานผสานกันได้ในขณะที่ทำท่าอาสนะ
6. หฐโยคะ (Hatha-Yoga) โยคะชนิดนี้ นำเอาท่าอาสนะของโยคะสมัยโบราณมาดัดแปลงให้เข้ากับยุคสมัย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ฝึกให้มากที่สุด ใช้ศิลปการบริหารร่างกาย ภายใต้การควบคุมของจิตใจก่อให้เกิดพลังด้านลบและบวก รักษาโรคบางอย่างได้ เน้นการเตรียมร่างกายและจิตใจให้มีพลังที่จะบรรลุสู่ความสำเร็จ มีการกำหนดลมปราณ ในขณะทำท่าอาสนะเพื่อความมีสมาธิ เพราะผลที่ได้จากการฝึกฝนที่ให้ความสำคัญทั้งด้านร่างกายและจิตใจ จึงทำให้ผู้ฝึกปฏิบัติสม่ำเสมอมีสุขภาพที่ทั้งร่างกายและจิตใจ ก่อให้เกิดสมาธิและเข้าถึงญาณได้ง่าย อย่างไรก็ตามหฐโยคะยังแตกแขนงแยกย่อยออกไปได้อีก
7. มนตราโยคะ (Montra-Yoga) โยคะร่วมสมัยที่นำเอาท่าอาสนะสมัยเก่ามาดัดแปลงประยุกต์ เน้นการเอ่ยคำว่า “โอม” ฝึกได้ด้วยท่าง่ายๆ




232 Moo 3 T.Nongkway A.Hangdong Chiang Mai 50230
E-mail: Sansaran_clubhouse@hotmail.com
Tel: 053-019373 , 089-7593779 ( khun punch )
COPYRIGHT 2012 SANSARAN CO.,LTD. ALL RIGHTS RESERVED | DESIGN & INSPIRATION BY CMZONE.COM.